วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552

การกำจัดแมลงนูนหลวง

แมลงนูนหลวงกินพืชได้ทุกชนิด ตั้งแต่หญ้าคา จนกระทั่งถึงหญ้าอื่น ๆ ที่ขึ้นอยู่ในบริเวณสวนยางพารา แมลงนูนหลวงกินได้หมด เท่าที่พบแปลงยางที่ถูกทำลายส่วนมากจะเป็นสวนยางเก่าที่ปลูกใหม่ และสภาพการทำลายมักเป็นแปลงที่สะอาดไม่มีวัชพืชอย่างอื่นขึ้น ถ้ามีวัชพืชอยู่บ้างจะทำให้การทำลายของแมลงตัวนี้ลดลงได้เนื่องจากแมลงจะเข้าทำลายวัชพืช

สำหรับในแหล่งที่พบว่ามีการระบาดมาก ควรปลูกตะไคร้ระหว่างแถวยาง เพื่อล่อแมลงตัวนี้ออกมาทำลายเนื่องจากตะไคร้เป็นพืชที่แมลงนูนหลวงชอบมาก

การใช้สารเคมีฆ่าแมลง สารเคมีที่ใช้ได้มี 2 ชนิด คือ เอ็นโดซัลแฟน + บีพีเอ็มซี (BPNC) 4.5% จี ในอัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ และฟิโปรนีล(Fipronil) 5% เอสซี อัตรา 320 ซีซี ต่อไร่ โดยการโรยรอบ ๆ ต้นยางหรือราดรอบ ๆ ต้นยางแล้วกลบดินและหากไม่สามารถกำจัดตอยางเก่าได้ ก็ให้ใช้สารเคมีฆ่าแมลงดังกล่าวทำการโรยหรือราดรอบ ๆ ตอยางเก่าแล้วกลบดิน ก็จะช่วยกำจัดได้อีกทางหนึ่ง

สูตรเด็ดชีวภาพช่วยลดต้นทุน

สูตรการขยายจุลินทรีย์ EM
1.จุลินทรีย์อีเอ็ม 2 ช้อนโต๊ะ 2.กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ 3.น้ำสะอาด 1 ลิตร
วิธีทำ ผสมจุลินทรีย์อีเอ็ม กากน้ำตาล และน้ำ เข้าด้วยกัน ใส่ขวดพลาสติกชนิดฝาเกลียวปิดฝาให้แน่นเก็บไว้ 5 วัน จะเป็นหัวเชื้อขยาย เป็นการนำจุลินทรีย์มาขยายให้ได้จำนวนมาก ลดต้นทุนนำไปใช้ หรือขยายต่อได้อีก (เก็บไว้ได้นาน 3 เดือน) วิธีใช้ ใช้ทำจุลินทรีย์น้ำ ฮอร์โมน สารไล่แมลง และจุลินทรีย์แห้ง ฯลฯ หมายเหตุ 1 แก้ว ประมาณ 250 ซีซี 1 ช้อนโต๊ะ ประมาณ 10 ซีซี

สูตรการทำฮอร์โมนผลไม้
1. มะละกอสุก 2 กก. 2. ฟักทองแก่จัด 2 กก. 3. กล้วยน้ำว้าสุก 2 กก. 4. จุลินทรีย์อีเอ็ม 1 แก้ว 5. กากน้ำตาล 1 แก้ว 6. น้ำสะอาด 1 ถังหรือ 10 ลิตร วิธีทำ หั่นมะละกอ ฟักทอง กล้วยทั้งเปลือกและเมล็ด ใส่ภาชนะมีฝาปิดผสม EM และกากน้ำตาลอย่างละ 1 แก้วใส่น้ำ 10 ลิตรหรือ 1 ถัง คนให้เข้ากันปิดฝาให้แน่นหมักไว้ 7-8 วัน เปิดก๊อกแล้วกรองใส่ขวดเก็บไว้ได้นาน 3 เดือน วิธีใช้ 4-5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 10 ลิตร หรือ 1 ถัง ฉีด พ่น ราด จะทำให้ดอกติด ผลดก ขนาดโต น้ำหนักดี รสชาติอร่อย

สูตรการทำฮอร์โมนยอดพืช
1. ยอด/ใบยูคาลิปตัส 1 กก. 2. ยอดสะเดา 1 กก. (ยอดและเมล็ด) 3. น้ำสะอาด 1 ถัง 4. จุลินทรีย์อีเอ็ม 1 แก้ว 5. กากน้ำตาล 1 แก้ว
วิธีทำ นำใบยูคาลิปตัส ยอดสะเดา และน้ำ 1 ถัง ต้มรวมกันจนเลือน้ำ ½ ถัง ทิ้งให้เย็น ผสมจุลินทรีย์อีเอ็ม 1 แก้ว กากน้ำตาล 1 แก้ว หมักไว้ 7-10 วัน วิธีใช้ เหมือนฮอร์โมนผลไม้

สูตรการทำจุลินทรีย์น้ำใช้ทันที
1. จุลินทรีย์อีเอ็ม 1 ช้อนโต๊ะ 2. กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ 3. น้ำสะอาด 10 ลิตร หรือ 1 ถัง
วิธีทำ น้ำจุลินทรีย์ อีเอ็ม และอีเอ็ม และกากน้ำตาลผสมในน้ำให้เข้ากัน วิธีใช้ พืช ผัก ใช้ฉีด พ่น รด ราด ทุก 3 วัน ไม้ดอก ไม้ผล พืชสวน ฉีด พ่น ทุก 7 วัน เดือนละ 1-2 ครั้ง ใช้ให้หมดภายใน 1 วัน หากไม่หมดให้นำไปราดห้องน้ำ ล้างพื้นซีเมนต์ หรือเทลงท่อระบายน้ำ

สูตรไล่แมลง (สุโตจู, อีเอ็ม 5)
1. จุลินทรีย์อีเอ็ม 1 แก้ว 2. กากน้ำตาล 1 แก้ว 3. น้ำส้มสายชู 5 % 1 แก้ว 4. เหล้าขาว 28-40 ดีกรี 2 แก้ว 5. น้ำสะอาด 10 ลิตร
วิธีทำ นำส่วนผสมมาผสมให้เข้ากัน ใส่ภาชนะปิดฝาให้สนิทหมักไว้ 7-10 วัน เขย่าถังเบาๆ ทุกวันและเปิดฝานิดๆ ให้ก๊าซระบายออก ครบกำหนดเทใส่ขวดพลาสติกชนิดฝาเกลียว เก็บไว้ใช้ได้นาน 3 เดือน วิธีใช้ 4-5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20 ลิตรใช้ฉีด พ่น รด ราด พืชผัก ไม้ใบ ไม้ดอก พืชสวน ทุกสัปดาห์

สูตรไล่หอยเชอรี่ เพลี้ยไฟ
1. ยอดยูคาลิปตัส 2 กก. 2. ยอดสะเดา 20 ยอด หรือ 2 กก. 3. ข่าแก่ 2 กก. 4. บอระเพ็ด 2 กก. 5.จุลินทรีย์อีเอ็ม 1 แก้ว 6. กากน้ำตาล 1 แก้ว
วิธีทำ นำยอดยูคาลิปตัส ยอดสะเดา ข่าแก่ และบอระเพ็ด แต่ละอย่างแยกกันใส่ปี๊ป ใส่น้ำเต็ม ต้มให้เหลือน้ำอย่างละครึ่งปี๊ป ทิ้งไว้เย็น นำมาเทรวมกันในถังใหญ่ หรือโอ่ง ใส่จุลินทรีย์อีเอ็ม 1 แก้ว กากน้ำตาล 1 แก้ว ปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ 5 วัน วิธีใช้ ใช้ครึ่งแก้วผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีด พ่น รดในแปลง ผัก พืชในนาข้าว ป้องกันใบข้าวไหม้ด้วย

สูตรการทำจุลินทรีย์แห้ง (โบกาฉิ)
1. มูลสัตว์ทุกชนิด 1 ส่วน (กระสอบ) 2. แกลบดิบ 1 ส่วน(กระสอบ) 3. รำละเอียด 1 ส่วน (กระสอบ) 4. จุลินทรีย์อีเอ็ม 20 ซีซี (2 ช้อนโต๊ะ) 5. กากน้ำตาล 20 ซีซี (2 ช้อนโต๊ะ) 6. น้ำสะอาด 10 ลิตร (หรือ 1 ถัง)
วิธีทำ ขั้นที่ 1 เตรียมจุลินทรีย์ อีเอ็ม กากน้ำตาล น้ำสะอาดผสมไว้ในถังน้ำ ขั้นที่ 2 นำมูลสัตว์ + รำละเอียดผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ขั้นที่ 3 นำแกลบดิบใส่ลงในน้ำที่ขยายจุลินทรีย์อีเอ็ม ในขั้นที่ 1 จุ่มให้เปียกแล้วบีบพอหมาดๆ นำมาคลุกกับส่วนผสมขั้นที่ 2 ให้เข้ากันความชื้นประมาณ 40-50 % (กำแล้วไม่มีน้ำหยดจากง่ามมือ) การหมัก เอาส่วนผสมทั้งหมดบรรจุลงในกระสอบป่าน ถุงปุ๋ย ที่อากาศถ่ายเทได้โดยบรรจุลงไป ¾ ของกระสอบไม่ต้องกดให้แน่นนำไปวางลงในที่มีฟางรองเพื่อการระบายอากาศในส่วนล่าง พลิกกลับกระสอบในวันที่ 2,3,4 ทุกๆ วัน ในวันที่ 2-3 อุณหภูมิ จะสูงถึง 50-60 องศาเซลเซียส วันที่ 4 และวันที่ 5 อุณหภูมิเย็นลงจะปกติ ตรวจดูไม่ให้อุณหภูมิเกิน 36 องศาเซลเซียส จุลินทรีย์แห้งสนิท สามารถนำไปใช้ได้ การเก็บรักษา เก็บรักษาเมื่อโบกาฉิแห้งสนิท ควรเก็บรักษาในที่ร่มไม่โดนฝน และไม่โดนแดด สามารถเก็บรักษาได้นานประมาณ 1 ปี วิธีใช้ 1. ใช้จุลินทรีย์แห้งในแปลงปลูกต้นไม้ทุกชนิด ในอัตราส่วนจุลินทรีย์แห้ง 1 กำมือ ต่อ พื้นที่ 1 ตารางเมตร แล้วทำการเพาะปลูกได้ 2. พืชผักที่มีอายุเกิน 2 เดือน เช่นฟักทอง แตงกวา ถั่วฝักยาว กระหล่ำปลี ใช้ปุ๋ยแห้งรองก้นหลุมก่อนปลูกประมาณ 1 กำมือ 3. ไม้ยืนต้น ไม้ผล ควรรองก้นหลุมด้วยเศษหญ้า – ใบไม้ ฟางแห้ง และจุลินทรีย์แห้งประมาณ 1 กก. ส่วนไม้ยืนต้น ไม้ผลที่ปลูกแล้วให้ใส่จุลินทรีย์แห้งให้รอบทรงพุ่ม แล้วคลุมด้วยเศษหญ้า ใบไม้แห้ง ฟางแห้ง 4. ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้กระถาง ควรใส่จุลินทรีย์แห้งสัปดาห์ละ 1 ครั้งประมาณ 1 ช้อนโต๊ะรอบๆ โคนต้น

สูตรน้ำซาวข้าว
1. น้ำซาวข้าวประมาณ 2 ลิตร 2. จุลินทรีย์อีเอ็ม 4 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ • น้ำซาวข้าว (น้ำเพื่อล้างฝุ่นข้าวและสิ่งสกปรกออกก่อนนำไปหุง) ประมาณ 2 ลิตร หากไม่ถึง 2 ลิตรให้เติมน้ำสะอาดลงไปแล้วกรองด้วยผ้าข้าวบางให้ใส • ใส่จุลินทรีย์ อีเอ็ม 4 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน แล้วบรรจุในขวดพลาสติกชนิดฝาเกลียวปิดฝาให้สนิท • เก็บไว้ 4 วัน น้ำที่ได้มีสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอมจึงนำไปใช้
วิธีใช้ • ใช้แทนผงซักฟอก โดยใช้สูตรน้ำซาวข้าว ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 20 แช่ผ้าทิ้งไว้ 1 คืน กรณีใช้เครื่องซักผ้าประมาณ 500 ซีซี วันรุ่งขึ้นซักน้ำสะอาด และนำผ้าตากให้แห้ง ผ้าจะสะอาดไม่มีกลิ่น ไม่กระด้าง รีดง่าย • ใช้เป็นสเปรย์ดับกลิ่น โดยนำสูตรน้ำซาวข้าวใส่ขวดที่มีหัวฉีดเป็นละออง ดับกลิ่นเหม็นติดเสื้อผ้า กลิ่นอับในรถยนต์ • ใช้ผสมน้ำถูพื้นบ้าน พื้นครัว (อัตราส่วนตามความสกปรก) • กรณีมีตะกอนที่ก้นขวด ให้ใช้เฉพาะน้ำใสเท่านั้น • ใช้ให้หมดภายในเวลาประมาณ 4 วัน หมายเหตุ • หากดมมีกลิ่นเหม็น ใส่กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกันนำไปราดท่อระบายน้ำ หรือเทลงในส้วม

สูตรไล่แมลง
1. ลูกยอสุก 1 กก. 2. จุลินทรีย์อีเอ็ม 1 แก้ว 3. กากน้ำตาล 1 แก้ว
วิธีทำ นำลูกยอสุกมาสับให้ละเอียด ใส่น้ำพอท่วมผสมจุลินทรีย์อีเอ็ม กากน้ำตาล คนให้เข้ากันหมักไว้ 10 วัน พอได้ที่กรองเอาแต่น้ำมาใช้
วิธีใช้ สารไล่แมลง 1 แก้ว ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีด พ่น รด ราด
วัตถุที่ใช้แทนกากน้ำตาล
• น้ำผึ้ง น้ำตาลทรายแดง นมสด • น้ำผลไม้สดทุกชนิด เช่นน้ำมะพร้าว น้ำส้ม น้ำสับปะรด น้ำอ้อย ฯลฯ • น้ำซาวข้าว • น้ำปัสสาวะ ฯลฯ

การกำจัดไรเห็ด


ไรเห็ด เป็นศัตรูเห็ดที่มีขนาดเล็กมาก จนต้องอาศัยแว่นขยายเข้าช่วย จึงจะเห็นได้ชัด ตามสภาพธรรมชาติ มักจะเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ สีขาวใส่อยู่กระจายเต็มไปหมดที่น่าสนใจคือการที่ไรชนิดต่าง ๆ ที่ทำลายเห็ดนั้นจะมีวงจรชีวิต (ไข่-ตัวแก่) สั้นมาก โดยใช้เวลาเพียง 4-5 วันเท่านั้น โดยทั่วไปจะพบตัวเมียมากกว่าตัวผู้ถึง 4 เท่า โดยที่ตัวเมียยังสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการออกไข่และเป็นตัว ไม่จำเป็นต้องผสมพันธุ์กับตัวผู้อีกด้วย จึงทำให้ไรสามารถเกิดระบาดทำลายอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่เส้นใยเห็ดกำลังแผ่ออกไป หากมีพวกไรดังกล่าวระบาดก็จะทำให้เส้นใยขาดออกจากกัน และไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ เนื่องจากไรพวกนี้ชอบทำลายกัดกินส่วนของเส้นใย ไรศัตรูเห็ดที่พบทำลายเห็ดปลูกในไทยนั้น คือ ไรไข่ปลา ( Luciaphorus sp. )

ในการเพาะเลี้ยงเห็ดหูหนูมีปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง คือ มีไรชนิดหนึ่งที่ไปทำลายเส้นใยเห็ดที่เจริญอยู่ในถุงพลาสติกก่อนไปเปิดให้เห็ดออกดอก หรือทำลายโดยตรงที่ดอกเห็ด ทำให้ดอกแคระแกร็น ในถุงที่ถูกไรชนิดนี้ทำลาย จะพบเม็ดกลมเล็ก ๆ เหมือไข่ปลากระจายทั่วไปในถุงเห็ด ชาวบ้านเข้าใจว่าเห็ดเป็นโรค จึงเรียกลักษณะอาการดังกล่าวว่า "โรคไข่ปลา" แต่ความจริงแล้วเป็นไรชนิดหนึ่งที่ไปกินเส้นใยของเห็นหูหนู และอาการเม็ดไข่ปลาที่เห็นนั้น เป็นส่วนท้องของไรตัวเมีย ที่ขยายมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1 - 2 มม. โดยมีไข่ และตัวอ่อนเจริญอยู่ภายในท้อง ถ้าจะเรียกชื่อให้ถูกต้องแล้ว น่าจะเรียกว่า "ไรไข่ปลา" เพราะเห็ดนั้นไม่ได้เป็นโรค อนึ่งหากพบการระบาดอย่างรุนแรงแล้ว ก็จะเห็นซากของตัวเต็มวัยที่ตายแล้วด้วยตาเปล่า หรือเห็นคราบทับถมอยู่บริเวณปากถุงเห็ด และชั้นที่ว่างถุงเห็ดอย่างหนาแน่น เห็นเป็นผงฝุ่นสีน้ำตาลอ่อนคล้าย ๆ ขี้เลื่อยละเอียดเต็มไปหมด ไรไข่ปลา (Luciaphorus sp ) ระบาดในเห็ดหูหนูที่เพาะเป็นการค้า อยู่ติดกันเป็นแพ ถ้าดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่าที่เห็นเป็นสีขาว ๆ กลมเล็ก ถ้าเราสามารถป้องกันกำจัดไรได้ อาการดังกล่าวก็จะหายไป
ไรไข่ปลามีการดำรงชีวิตที่แตกต่างไปจากไรแดงที่ทำลายพืช กล่าวคือ ไรตัวแก่เพศเมียจะว่างไข่อยู่ภายใต้ลำตัว แทนที่จะว่างไข่ออกมาภายนอกลำตัว เหมือนไรแดงที่ทำลายพืช นอกจากนั้นแล้ว เมื่อไข่เจริญเติบโตเป็นตัวแก่แล้ว แทนที่จะออกมาจากตัวแม่กลับเจริญเติบโตอยู่ภายใต้ท้องแม่ จนกว่าจะเป็นตัวแก่ จึงจะเจาะผนังท้องของแม่ออกมาภายนอก การผสมพันธุ์ระหว่างตัวแก่ตัวผู้และตัวเมียนั้น ส่วนใหญ่ผสมพันธุ์กันอยู่ภายในท้องแม่ ก่อนออกจากท้องแม่ สำหรับไข่บางฟองที่อาจอยู่ภายใต้ท้องแม่ แต่ยังไม่เจริญเป็นตัวอ่อน เมื่อท้องแม่แตกแล้ว ก็สามารถเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนภายหลัง จากนั้นจึงเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ต่อไป ระยะเวลาที่ใช้ในการเจริญเติบโต ตั้งแต่วางไข่จนกระทั้งเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ประมาณ 5-7 วัน


ตัวแม่สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งที่ได้รับการผสมพันธุ์และไม่ได้รับการผสมพันธุ์ตัวแม่ที่ได้รับ การผสมพันธุ์จากตัวผู้จะวางไข่ซึ่งเจริญเติบโตต่อไปเป็นตัวเมียเป็นส่วนใหญ่และมีส่วนน้อยที่เจริญเติบโตเป็นตัวผู้ ซึ่งตรงกันข้ามกับตัวเมียที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์จะวางไข่ซึ่งเจริญเติบโตต่อไปเป็นตัวผู้ทั้งหมด ปริมาณการวางไข่ของตัวแม่ที่ได้รับการผสมพันธุ์ จะมากกว่าตัวแม่ที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์เล็กน้อย คือ ตัวแม่ที่ได้รับการผสมพันธุ์สามารถวางไข่ประมาณ 200 ฟอง ต่อตัวแม่ 1 ตัว ตัวแก่ตัวเมียที่ออกจากท้องแม่แล้ว จะมีระยะเวลาก่อนการตั้งท้อง คือก่อนที่ส่วนท้องจะขยายโต เป็นเม็ดกลมเหมือนไข่ปลา ประมาณ 1-3 วัน สำหรับตัวแม่ที่ได้รับการผสมพันธุ์และประมาณ 3-6 วัน สำหรับตัวแม่ที่ได้รับการผสมพันธุ์ หลังจากนั้น ส่วนท้องจะค่อย ๆ ขยายใหญ่ มีขนาดโตมองเห็นชัดด้วยตาเปล่า เป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ สีเหลืองใส ระยะเวลาตั้งแต่ตัวเมียเริ่มขยายส่วนท้องใหญ่ขึ้น จนกระทั้งท้องแตกใช้เวลาประมาณ 9 วัน อายุของตัวแม่ที่ได้รับการผสมพันธุ์ จะมีชีวิตอยู่ประมาณ 7-11 วัน ซึ่งสั้นกว่าตัวเมียที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์ คือประมาณ 10-16 วัน


การแพร่กระจายหรือการระบาดของไรไข่ปลา จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง หรือจากถุงเห็ดหนึ่งไปอีกถุงหนึ่งนั้น เป็นไปได้โดยที่ไรไข่ปลาติดไปกับถุงเห็ด และตัวไรสามารถเข้าไปในถุงเห็ดทีวางใกล้เคียง โดยตัวไรเดินผ่านเข้าทางจุกสำลี เมื่อเข้าไปในถุงเห็ดก็จะกัดกินเส้นใยสีขาวของเห็ดหูหนู ซึ่งเจริญอยู่ภายใน โดยเริ่มจากบริเวณตรงคอขวดลงมาเรื่อย ถ้าถุงเห็ดถูกไรทำลายมาก เมื่อนำถุงไปเปิดปากถุงให้เห็ดออกดอก ก็จะมีดอกน้อยหรือไม่มีดอกเห็ดและดอกเห็ดที่ออกมาก็จะถูกไรชนิดนี้ทำลายที่ดอกอีก ทำให้ดอกแคระแกร็นมีขนาดเล็กกว่าปกติ ถ้านำดอกเห็ดที่ถูกไรชนิดนี้ทำลายไปจำหน่าย ก็อาจจะเป็นที่รังเกียจแก่คนซื้อด้วย เพราะเห็นเม็ดไข่ปลากระจายอยู่ตามดอกเห็ด ดั้งนั้นจึงจำเป็นต้องหาวิธีการป้องกันกำจัดไม่ให้ไรไข่ปลาเข้าทำลายเสียหายแก่เห็ด



คุณรุ่งทิวา อนัตรเสน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเห็ดกว่า 25 ปี เจ้าของฟาร์มเส้นทางเห็ดจังหวัดพิษณุโลก ได้ให้ข้อมูลว่า ไรเป็นสัตว์ตัวเล็กกว่าแมลงทั่วไป มีหลายชนิด บางชนิดกินเส้นใยของเห็ดราเป็นอาหาร การเพาะเห็ดที่ทำต่อเนื่องในที่เดิม เช่นทำในโรงเรือน มีโอกาสสะสมไรมาก จนระบาดทำความเสียหาย หากจัดการไม่เหมาะสมจะสูญเสียทั้งผลผลิตและรายได้จำนวนมาก สาเหตุของโรคเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น โรงเรือนไม่สะอาด การผลิตไม่สะอาด หรือได้เชื้อเห็ดที่มีไรเห็ดติดมาด้วย
การแก้ปัญหานี้สามารถทำได้ คือ
1.ใช้ว่านหนอนตายยาก บอระเพ็ด กากน้ำตาล อัตราส่วน 1:1:1 สับละเอียดผสมให้เข้ากัน หมักไว้ 7 วัน นำมาฉีดพ่นที่ก้อนเห็ดในอัตราส่วน 1 ช้อนแกง/น้ำ 1 ลิตร ทำวันเว้นวัน
2.แก้ปัญหาโดยการพักโรงเรือน เปิดระบายอากาศน้ำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อในโรงเรือน การพักโรงเรือนควรทำอย่างน้อย 15 วัน
3.ทำความสะอาดเครื่องมือ ภายในโรงผลิตก้อนเห็ด


วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552

การผลิตเชื้อราบิวเวอร์เรีย


เชื้อราบิวเวอร์เรีย เป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกับแมลงได้หลายชนิด โดยเฉพาะเพลี้ยต่างๆ เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว เพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน และหนอศัตรูพืช โรคเชื้อราจะสร้างเส้นใยและสปอร์สีขาวเข้าทำลายแมลงศัตรูพืช เป็นการลดต้นทุนการผลิตใช้แทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สปอร์ของเชื้อราบิวเวอร์เรียเมื่อฉีดพ่นตกไปที่ผนังลำตัวของแมลง ที่มีความชื้นเหมาะสม สปอร์ก็จะงอกก้านชูสปอร์ แทงทะลุผ่านลำตัวแมลงเข้าไปในช่องว่างภายในลำตัวแมลง หลังจากนั้นเชื้อราจะเจริญเพิ่มปริมาณเป็นเส้นใยท่อนสั้น ๆ เซลล์เม็ดเลือดในตัวแมลงก็จะถูกทำลาย ทำให้เลือดที่อยู่ในตัวแมลงมีน้อยลง แต่เชื้อรากลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเต็มช่องว่างของตัวแมลง ทำให้แมลงเป็นอัมพาตและตายในที่สุด หลังจากแมลงตายเชื้อราจะแทงก้านชูสปอร์ทะลุผ่านลำตัวออกมาภายนอก แล้วสร้างสปอร์ ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ในธรรมชาติ เชื้อราบิวเวอร์เรียสามารถทำลายแมลงได้ทุกระยะ
อุปกรณ์ที่ใช้ผลิต
1. หัวเชื้อราบิวเวอร์เรีย
2. หม้อนึ่งความดันแบบลูกทุ่ง ใช้ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร
3. ถุงพลาสติกทนความร้อนขนาด 6*12 นิ้ว
4. เมล็ดข้าวโพด
5. ตู้เขี่ยเชื้อพร้อมอุปกรณ์ (เข็มเขี่ยเชื้อ, แอลกอฮอร์, สำลี, ตะเกียง, กระบอกฉีดน้ำ)
6. เตาแก๊ส
7. คอขวด
8. ยางวงเล็ก
9. ขี้ฝ้าย
10. กระดาษหนังสือพิมพ์
วิธีการผลิตเชื้อราบิวเวอร์เรีย
1. นำเมล็ดข้าวโพดแช่น้ำค้างคืนไว้ 1 คืน (หรือประมาณ 12 ชั่วโมง)
2. นำเมล็ดข้าวโพดที่แช่น้ำแล้ว นำมาต้มเพื่อฆ่าเชื้อประมาณ 15 นาที
3. นำเมล็ดข้าวโพดที่ต้มแล้งพึ่งลมเพื่อคลายความร้อน
4. น้ำเมล็ดข้าวโพดบรรจุลงในถุงพลาสติกทนความร้อน ความจุประมาณถุงละ ½ กิโลกรัม แล้วนำคอขวดรัดถุงพลาสติกไว้ จากนั้นให้นำขี้ฝ้ายอัดรูปากถุงไว แล้วนำกระดาษปิดปากถุงรัดด้วยยางวงเล็ก
5. นำถุงเมล็ดข้าวโพดใส่ถุงหม้อนึ่ง ความดันแบบลูกทุ่ง นึ่งประมาณ 3 ชั่วโมง
6. นำถุงข้าวโพดที่นึ่งแล้วออกจากถัง เพื่อลดความร้อนให้อุ่นพอประมาณ
7. ทำความสะอาดตู้เขี่ยเชื้อโดยใช้แอลกอฮอร์ นำถุงเมล็ดข้าวโพดที่ผึ่งแล้วเข้าไปในตู้เขี่ยเชื้อเพื่อจะได้ดำเนินการเขี่ยเชื้อ
8. เมื่อเขี่ยเชื้อเสร็จแล้ว ให้นำถุงเมล็ดข้าวโพดออกจากตู้เขี่ยเชื้อ นำไปวางไว้ในที่ร่ม
9. หลังจากนั้น 7 วัน เชื้อราบิวเวอร์เรียจะเจริญเติมโตเต็มถุงก็บรรจุเมล็ดข้าวโพด พร้อมที่จะนำไปใช้ได้แล้ว

การใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียควบคุมศัตรูพืช
1. เชื้อราบิวเวอร์เรีย 1-2 กก./น้ำ 20 ลิตร โดยแบ่งน้ำออกเป็น 2 ส่วน
2. นำน้ำส่วนที่ 1 จำนวน 5 ลิตร พร้อมกับเชื้อราบิวเวอร์เรียจำนวน 1-2 กก. เพื่อให้เชื้อราหลุดจากเมล็ดข้าวโพดแล้วกรองด้วยผ้าบาง ๆ
3. นำน้ำส่วนที่ 2 จำนวน 15 ลิตร ผสมกับสารจัมโบ้ คนให้เข้ากัน
4. นำน้ำที่ได้จากข้อ 2 และ ข้อ 3 มาผสมให้เข้ากันและคน
5. นำไปฉีดพ่นในแปลงที่พบเพลี้ยหรือหนอน โดยใช้ฉีดพ่นในช่วงที่มีความชื้นสูง (ช่วงเวลาเย็นที่มีแสงแดดอ่อน ๆ หรือตอนเช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น)
6. ควรปรับหัวฉีดให้พ่นอย่างละเอียดฉีดได้ผลดีและได้พื้นที่เพิ่มขึ้น
7. สามารถตรวจสอบผลการควบคุมศัตรูพืชได้หลังจากใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียไปแล้ว 1-3 วัน

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552

การทำมะนาวนอกฤดู


การผลิตมะนาวนอกฤดู

มะนาวนอกฤดูจะมีราคาช่วงเดือนธันวาคม- เมษายน ในทุกๆ ปี

เดือนพฤษภาคมเป็นระยะที่มะนาวมีการแตกกิ่งก้านออกมาใหม่

- ป้องกันกำจัดโรคแมลงอย่างสม่ำเสมอ ในระยะนี้จะมีหนอนชอนใบระบาดมาก ซึ่งจะทำให้มีการระบาดของโรคแคงเกอร์ตามมาด้วย

- ผลที่ติดอยู่ในระยะนี้จะไปแก่ในระยะที่ราคาถูก ควรทำการปลิดผลออกให้หมด

เดือนมิถุนายน - กรกฎาคม- เลือกเก็บเกี่ยวผลที่แก่ตามฤดูกาลปกติไปจำหน่าย

- ป้องกันกำจัดโรคแมลงอย่างสม่ำเสมอ

- ในช่วงเดือนกรกฎาคม ให้ตัดแต่งกิ่งอีกครั้ง

- ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ปริมาณ 1 กิโลกรัม/ต้น เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของต้นต้นที่สมบูรณ์ใบจะมีขนาดใหญ่มีสีเขียวเข้ม ไม่มีอาการเหลืองซีด

เดือนสิงหาคม

- ราดสารเคมี เพื่อกระตุ้นการออกดอกนอกฤดูวิธีเตรียมสาร (สำหรับราดต้นมะนาวจำนวนมาก) เพื่อให้ได้อัตราเนื้อสาร 1.5 กรัม/เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร1. ตวงน้ำใส่ถัง 75 ลิตร2. ผสมสารพาโคลบิวทราโซล 1 กิโลกรัม (หรือ 1 ลิตร) ลงในน้ำที่ตวงไว้ ใช้ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร ตวงน้ำที่ผสมสาร เพื่อนำไปราดต้นมะนาวอัตราเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มของต้นมะนาว 1 เมตร ต่อน้ำผสมสารแล้ว 1 ขวด ถ้ามีต้นมะนาวจำนวนไม่มาก ควรเตรียมสารเพื่อราดต้นมะนาวที่ละต้น เช่น ต้นมะนาวมีเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 3 เมตร ให้ใช้สารพาโคลบิวทราโซล จำนวน 45 ซีซี หรือ 45 กรัม/น้ำ 2-3 ลิตร (เพื่อให้ได้เนื้อสารอัตรา 1.5 กรัม/เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร เช่นกัน) ราดสารลงที่โคนต้นมะนาวโดยรอบ หลังจากราดสารแล้วให้รดน้ำต้นมะนาวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้การดูดสารดีขึ้น เวลาราดสารควรเป็นช่วงที่ฝนไม่ตกมาแล้ว 2-3 วัน จะช่วยให้ต้นมะนาวดูดสารได้ดีขึ้นกว่าการราดสารขณะที่ฝนตกใหม่ๆ ปลิดผลมะนาวขนาดเล็กออกบ้างเพราะผลขนาดเล็กระยะนี้จะไปแก่ในช่วงที่ราคายังไม่ดี และจะทำให้การออกดอกใหม่ไม่ดีเท่าที่ควรกันยายนหลังจากราดสารแล้ว 1 เดือน ควรทำการควั่นกิ่งด้วยวิธีการเลือกกิ่งที่จะควั่น ดังนี้

1. เลือกกิ่งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 นิ้ว โดยใช้ลวดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 หุน (1/8 นิ้ว) รัดที่กิ่ง ใช้คีมบิดลวดจนเปลือกไม้ยุบตัวถึงเนื้อไม้

2. ควั่นกิ่งประมาณ 3-5 กิ่ง (ไม่ควั่นหมดต้น ควรเหลือไว้ 2-3 กิ่ง)

3. ใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-50 อัตรา 0.5 กิโลกรัม/ต้น หรือพ่นปุ๋ยทางใบ สูตร 0-52-34 อัตรา 80 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร เพื่อช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อน

4. เมื่อครบ 1 เดือนแล้วให้คลายขดลวดออกทิ้งไป ซึ่งจะตรงกับระยะที่ต้นมะนาวจะเริ่มออกดอกพอดีตุลาคมเป็นระยะ 2 เดือน หลังจากราดสารหรือ 1 เดือน หลังจากควั่นกิ่ง- ต้นมะนาวจะเริ่มออกดอก สังเกตดูว่าการออกดอกสม่ำเสมอทั้งต้นหรือไม่ ถ้ายังออกไม่สม่ำเสมอทั้งต้นควรเร่งการออกดอกด้วยการพ่นสารไธโอยูเรีย อัตรา 30-50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร (อย่าใช้อัตราสูงมากกว่านี้จะทำให้ใบร่วง) ควรพ่นในระยะไม่มีฝน- ป้องกันกำจัดโรคและแมลงในระยะนี้อย่างสม่ำเสมอ เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยหอยพฤศจิกายนเป็นระยะที่ดอกบาน- ไม่ควรพ่นสารเคมีในระยะดอกบานเป็นเวลา 10-15 วัน เพราะจะทำให้การผสมเกสรไม่ดี การติดผลน้อยลง- ศัตรูที่มีการระบาดในระยะนี้ ได้แก่ เพลี้ยไฟ ไรแดง โรคแคงเกอร์ธันวาคมเป็นระยะที่ติดผลขนาดเล็ก- ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของผล- หากใบมีอาการเหลืองซีด ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบจะช่วยให้มีความสมบูรณ์ดีขึ้นมกราคม-มีนาคมระยะนี้ผลมีการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ จะหยุดการเจริญเติบโตหลังติดผลแล้วประมาณ 4 เดือน ผลมีน้ำหนักมากขึ้นเกษตรกรสามารถเลือกเก็บผลออกไปจำหน่ายได้- ป้องกันกำจัดศัตรูมะนาวเป็นระยะ- ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและพอเพียงเมษายนเป็นระยะหลังจากติดผลแล้วประมาณ 5 เดือน- ผลส่วนใหญ่จะโตเต็มที่ สามารถเก็บเกี่ยวไปจำหน่ายได้ บางผลจะเริ่มเปลี่ยนสีผิวเป็นสีเหลืองและร่วงในที่สุด กรณีสีผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจะจำหน่ายไม่ได้ราคา- เมื่อเก็บเกี่ยวผลออกไปจำหน่ายแล้วเกษตรกรควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปริมาณ 1 กิโลกรัม/ต้น และปุ๋ยคอก จำนวน 10 กิโลกรัม/ต้น หลังตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ต้นมีการสร้างกิ่งก้านใหม่ รวมถึงเป็นการลดปริมาณดอกและผลขนาดเล็กที่เป็นผลผลิตในฤดูปกติได้อีกด้วย- สำหรับต้นที่มีอายุ 4 ปี ขึ้นไป ควรตัดแต่งกิ่งออกประมาณ 1ใน3 ของทรงพุ่ม เพื่อลดขนาดของทรงพุ่มลงรวมถึงกิ่งกระโดง กิ่งในร่ม กิ่งที่ถูกโรคแมลงทำลาย ควรตัดออกให้หมด โดยให้ทรงพุ่มโปร่ง

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

ประกันภัยคุ้มครองคุณได้ "จ่ายปุ๊บคุ้มครองปั๊บ"


จ่ายปุ๊บคุ้มครองปั๊บ
ฉบับนี้นำเอาข้อมูลข่าวสารด้านกฎหมายว่าด้วยการประกันภัยจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจังหวัดพิษณุโลก(คปภ.)มาฝาก เรื่องกำหนดให้บริษัทประกันภัยนำหลัก Cash before Cover มาใช้กับการประกันภัยรถยนต์ตามพระราชบัญญัติประกันภัยว่าด้วยการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ โดยกำหนดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป สำนักงาน คปภ. กำหนดให้ใช้ระบบ Cash before Cover เป็นระบบที่กำหนดให้สัญญาประกันภัยมีผลทันทีเมื่อบริษัทประกันภัยได้รับชำระเบี้ยประกันภัย ทั้งนี้ การชำระเบี้ยประกันภัยแก่ตัวแทนประกันภัย พนักงานและนายหน้าประกันภัยผู้ได้รับมอบอำนาจจากบริษัท จะถือว่าเป็นการชำระเบี้ยประกันภัยแก่บริษัทแล้วเช่นกัน
การประกันภัยรถยนต์ในต่างประเทศมีการนำหลักการ Cash before Cover มาใช้กันนานแล้ว เช่น ในประเทศมาเลเซียมีการนำหลักการนี้มาใช้กับการประกันภัยรถยนต์ทุกประเภท ตั้งแต่ปี 2523 สำหรับประเทศไทย ผู้เอาประกันภัยที่ทำประกันชีวิตอยู่คงมีความคุ้นเคยกับระบบนี้เนื่องจากการประกันชีวิต ได้ใช้ระบบนี้มานานมากแล้ว
ระบบการประกันภัยรถยนต์ในปัจจุบัน กรณีที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งทำประกันภัยทางโทรศัพท์หรือการทำประกันภัยผ่านตัวแทน-นายหน้าประกันภัยซึ่งไม่ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยหรือหลักฐานการชำระเบี้ยประกันภัย เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นอาจเกิดข้อขัดแย้งในภายหลังจึงต้องมีการพิสูจน์ว่าบริษัทรับประกันภัยแล้วหรือไม่ ดังนั้นเมื่อนำหลัก Cash before Cover มาใช้ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งดังกล่าวได้ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ธุรกิจประกันภัยมีธรรมาภิบาลที่ดี มีความมั่นคง ทำให้ผู้เอาประกันภัยมั่นใจ ได้ว่าเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นจะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยด้วยความยุติธรรมและรวดเร็ว
เมื่อนำหลัก Cash before Cover มาใช้ ผู้เอาประกันภัยต้องวางแผนในการทำประกันภัยไว้ล่วงหน้า โดยต้องทำประกันภัยหรือต่ออายุการประกันภัยให้ตรงหรือก่อนวันเริ่มต้นคุ้มครองและชำระเบี้ยประกันภัยทันทีที่ทำสัญญาประกันภัย ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองทันทีตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ตกลงไว้ และให้เก็บกรมธรรม์ประกันภัยหรือใบเสร็จรับเงินไว้เป็นหลักฐาน กรณีการประกันภัยภาคสมัครใจบริษัทประกันภัยอาจไม่สามารถออกกรมธรรม์ประกันภัยได้ทันทีผู้เอาประกันภัยต้องเก็บใบเสร็จ รับเงินไว้เป็นหลักฐาน โดยบริษัทประกันภัยต้องจัดส่งกรมธรรม์ประกันภัย ให้ภายใน 15 วัน
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจังหวัดพิษณุโลก (สำนักงานคปภ. จังหวัดพิษณุโลก) ณ อาคารสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก ชั้นที่ 3 เลขที่ 14 ถนนจ่านกร้อง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก หมายเลขโทรศัพท์ 0-5528-2385-6 สายด่วนประกันภัย 1186 www.oic.or.th
มีเรื่องราวทางกฎหมาย พบเจอคนหัวหมอ เขียนจดหมายมาจ้อกับเรายินดีตอบทุกคำถามส่งจดหมายท่านมาได้ที่ กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์เสียงมหาชน เลขที่ 57/12 ถ.พระองค์ดำ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000 หรือ ทาง E-Mail : inn_radio@hotmail.com พบกันฉบับหน้ามีเรื่องราวดีๆ กับคนหัวหมอ ในคอลัมป์ กฎหมายชาวบ้าน ที่นี่

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

การทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยแห้งด้วยจุลินทรีย์ (โบกาฉิ


การทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยแห้งด้วยจุลินทรีย์ (โบกาฉิ)
การทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยแห้งคือ การนำ EM มาหมักกับอินทรีย์วัตถุเป็นการขยายจำนวนจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพให้มีจำนวนมากขึ้นแข็งแรงขึ้น และฟักตัวอยู่ในอินทรีย์วัตถุเพื่อนำไปใช้ปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย มีธาตุอาหารที่สำคัญเหมาะแก่การเพาะปลูก และยังใช้กับการเลี้ยงสัตว์ได้ด้วย
ส่วนผสม
1. มูลสัตว์แห้ง 1 ส่วน หรือ 1 กระสอบ เช่น ไก่ สุกร เป็ด ค้างคาว วัว ฯลฯ
2. แกลบดิบ หรือฟางแห้ง หรือหญ้าแห้ง หรือใบไม้แห้ง หรือผักตบชวาแห้ง หรือขี้เลื่อย 1 ส่วน หรือ 1 กระสอบ
3. รำละเอียด หรือมันสำปะหลังป่น หรือคายข้าว 1 ส่วน หรือ 1 กระสอบ
4. EM (หรือแทนด้วย พด.1จำนวน 1 ซอง)กากน้ำตาล อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 10 ลิตร หรือ 1 ถัง คนให้เข้ากัน
วิธีทำ
1. คลุกรำละเอียดกับมูลสัตว์ที่บดหรือย่อยให้เล็กเข้าด้วยกัน
2. นำแกลบดิบหรือวัสดุที่ใช้แทนจุ่มลงในถังน้ำที่ผสม EM+กากน้ำตาลไว้ ช้อนเอามาคลุกกับรำ
และมูลสัตว์ที่ผสมไว้แล้วคลุกส่วนผสม ทั้งหมดให้เข้ากัน
3. ความชื้นให้ได้ 40-50% สังเกตจากการทำส่วนผสมเมื่อบีบเป็นก้อนจะไม่มีน้ำไหลออกตาม
ง่ามนิ้วมือ และแตกเมื่อคลายมือออก หรือ แตกออกเมื่อทิ้งลงพื้น แสดงว่าใช้ได้
4. นำส่วนผสมใส่ลงในกระสอบ หรือถุงปุ๋ย หรือถุงอาหารสัตว์ที่อากาศถ่ายเทได้ ปริมาณ 3/4
ของกระสอบแล้วมัดปากกระสอบให้แน่น พลิกกระสอบทุกวันครบ 6 ด้าน วันที่ 2-3 จับ
กระสอบดูจะร้อนอุณหภูมิประมาณ 40-45 องศาเซลเซียส วันที่ 4-5 จะค่อย ๆ เย็นลงจน
อุณหภูมิปกติ เปิดกระสอบดูจะได้ปุ๋ยแห้งร่วนนำไปใช้ได้